สตรอว์เบอร์รีปลอดโรคคืออะไร
อย่างที่รู้ ๆ กันว่า สตรอว์เบอร์รีก็เป็นผลไม้ที่มีอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รีโทะจิโอะโทะเมะของญี่ปุ่น สตรอว์เบอร์รีแมฮยัง (Maehyang) หรือว่า ซอลฮยัง (Sulhyang) ของเกาหลี ก็ล้วนเป็นสตอเบอรี่ที่มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ส่วนสายพันธุ์ปลอดโรค ก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งของพันธุ์สตรอว์เบอร์รี ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาให้มีเอกลักษณ์ที่พิเศษ โดยเริ่มต้นมาจากสตรอว์เบอร์รีพระราชทาน ในโครงการหลวง ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ( ในหลวงรัชกาลที่ 9 ) เพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นของชาวไทยภูเขา ทรงสนับสนุนให้มีการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนโดยนำเข้าพืช มาจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น พีช บ๊วย รวมทั้ง สตรอว์เบอร์รี และที่เกษตรกรนิยมปลูกกัน มากเป็นวงกว้างคือ “สตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80” ด้วยความที่เป็นพันธุ์สตรอว์เบอร์รีที่มีลำต้นขนาดใหญ่และแข็งแรง สตรอว์เบอร์รีที่ออกมาได้จำนวนที่มาก ได้ผลขนาดใหญ่ และมีรสชาติที่หวาน เป็นผลทำให้ได้กำไรดี จึงเห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด ที่ถ้าใครเคยเดินทางไปท่องเที่ยว ภาคเหนือช่วงหน้าหนาวแล้วนั้น ต้องเคยเจอร้านขายสตรอว์เบอร์รีริมทาง ซึ่งใครอาจจะเคยเจอป้าย หน้าร้านเขียนกำกับว่า “สตรอว์เบอร์รี 80” จนหลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ามันคือ ราคาของสตรอว์เบอร์รี แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ราคาแต่เป็นชื่อของ สตรอว์เบอร์รีพันธ์พระราชทาน
.jpg)
จุดเริ่มต้นคืออะไร
ด้วยสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย จึงเป็นผลทำให้พืชพันธุ์หลายชนิดไม่สามารถ เติบโตได้ดีเท่าที่ควร และสตรอว์เบอร์รีที่เป็นพืชเมืองหนาวและต้องปลูกในพื้นที่ ๆ อากาศเย็น จึงจะได้ผลผลิตที่ดี เลยเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่เจออุปสรรคในการปลูกอยู่มาก ทำให้ต้องมีการริเริ่ม ทดลองนำสายพันธุ์ต่าง ๆ มาลองปลูกมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 ก็เป็นพืชที่ถูกวิจัยผสมสองสายพันธุ์เข้าด้วยกัน หลังจากผ่านพ้นและแก้สถานการณ์ต่าง ๆ มาได้ ก็ไม่วายเกิดโรคขึ้นในต้นสตรอว์เบอร์รี ส่วนสตรอว์เบอร์รีที่ติดโรคนั้นจะไม่ตายในทันทีแต่จะส่งผล ต่อการออกผลของต้นสตรอว์เบอร์รี โดยผลผลิตที่ออกมาจะมีขนาดเล็กและได้จำนวนที่น้อยลง เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว โดยสาเหตุหลัก ๆ เกิดมาจากที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เกิดเชื้อไวรัสที่มา จากจุลลินทรีย์ และแมลง ยิ่งสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน เป็นผลที่ทำให้ จำนวนแมลงมีการเปลี่ยนแปลง แมลงที่มักจะชอบวางไข่ในช่วงหน้าร้อน ยิ่งอุณหภูมิเพิ่มสูงมากขึ้นเท่าไร แมลงก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย สตรอว์เบอร์รีที่ปลูกจึงติดโรคเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรที่ปลูกสตรอว์เบอร์รีบริเวณพื้นที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ประสบปัญหา ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและมีปริมาณผลผลิตที่ต่ำกว่าปกติ หลังจากนั้นทางโรงงานหลวงฯ ที่ ๑ ( ฝาง ) ได้เห็นถึงปัญหาที่เกษตรกรพบเจอ จึงได้มีการก่อตั้งโรงวิจัยขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า “โรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช” มีการวิจัยพืชพันธุ์ปลอดโรคโดยเริ่มจากสตรอว์เบอร์รีและใช้ สตรอว์เบอร์รีพระราชทาน 80 ที่นิยมปลูกกันมากมาต่อยอดทำการวิจัย

โรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช
อาจจะสงสัยว่าทำไมไม่ใช้สารป้องกันพ่นฆ่าเชื้อโรคพวกนี้ไปเลย คำตอบก็คือ เพราะเชื้อพวกนี้เป็น เชื้อไวรัสที่พึ่งถูกค้นพบได้ไม่นานนักและยังไม่สามารถใช้สารป้องกันพ่นให้เชื้อตายเหมือนกับโรคพืชอื่น ๆ ได้ เลยเป็นเหตุผลที่ต้องนำเข้าสู่กระบวนการ การทดลองและวิจัยพืช ซึ่งได้แบ่งออกมาให้ทุก ๆ คน เข้าใจง่าย ๆ ได้ 3 ต. 3 พ. ย่อมาจาก ตัดเนื้อเยื่อ( จากแม่พันธุ์ ), ตัดเชื้อ( โรคออกจากเนื้อเยื่อ ), เพาะเลี้ยง( เนื้อเยื่อ ), ตรวจโรค( ให้ชัวร์ 100 % ), เพาะชำ( ลงแปลงทดลองปลูก ) และ เพาะปลูก( ใส่โรงเรือน ) โดยจะได้ขั้นตอนเป็น 2 ตัด 1 ตรวจ 3 เพาะ

ในขั้นตอนแรกนักวิจัยก็จะเลือกต้นแม่พันธุ์สตรอเบอร์รี ซึ่งจะไม่ใช้ส่วนของต้นแม่พันธุ์แต่จะ ใช้ส่วนไหลของต้นสตรอว์เบอร์รี ไหลของต้นสตรอว์เบอร์รีนี้เป็นส่วนที่งอกออกมาจากต้นหลัก โดยจะเลื้อยไปตามระนาบของดินและเป็นส่วนที่มีปุ่มของรากจึงเป็นส่วนที่สามารถขยายพันธุ์ของ สตรอว์เบอร์รีได้ จะทำการตัดไหลส่วนนั่นออกมาแล้วนำไปฆ่าเชื้อโรคและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส
.jpg)
หลังจากที่ทำการฆ่าเชื้อโรคออกจนหมดแล้วก็จะตัดส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญออกมา ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สามารถแบ่งตัวออกจากกันและเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนที่ไม่มีท่อลำเลี้ยง ซึ่งปกติแล้วเชื้อโรคจะเดินทางไปมาผ่านท่อลำเลี้ยงจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีเชื้อโรคติดมา ขั้นตอนต่อไปจะทำการเพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อซึ่งเป็นวิธีขยายพันธุ์พืช ในสภาพปลอดเชื้อจุลินทรีย์และมีการควบคุมอุณหภูมิ แสง และความชื้น เพื่อให้เซลล์พืชที่นำมา เพาะเลี้ยงนั้นปราศจากเชื้อที่มารบกวนและทำลายการเจริญเติบโตของพืช

สตรอว์เบอร์รีก็จะเจริญเติบโตอยู่ในขวดจนกระทั่งเติบโตสมบูรณ์และสามารถนำไปลงดินได้ ถึงแม้ส่วนที่นำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะไม่มีเชื้อโรคแต่เพื่อความแน่ใจก่อนที่จะนำไปปลูกจึงต้องมีการตรวจสอบต้นอ่อนสตรอว์เบอร์รีซ้ำอีกทีให้แน่ใจว่าปลอดโรค 100% ด้วยวิธีการ Real Time PCR เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ กับการตรวจหาเชื้อโควิดแต่วิธีนี้จะทำการเพิ่มจำนวน DNA ของพืช ออกมาเพื่อตรวจและวินิจฉัยหาโรค โดยถ้าผลออกมาเป็นบวกแสดงว่ามีเชื้อโรคแต่ถ้าผล ออกมาเป็นลบแสดงว่าพืชนั่นปลอดโรค ส่วนต้นอ่อนสตรอว์เบอร์รีที่ตรวจโรคเสร็จแล้วจะถูกนำไปยังขั้นตอนการเพาะลงดิน จะยังไม่ปลูกในโรงเรือน แต่จะลงในแปลงเพาะปลูกจำลองก่อนเพื่อทดสอบความแข็งแรง และการอยู่รอดของ ต้นอ่อน เมื่อทดสอบสอบเสร็จแล้วถึงจะเริ่มเพาะธุ์พันธุ์ต้นกล้าในโรงเรือน

ในโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม จะถูกออกแบบให้มีการควบคุมอุณหภูมิ แสง น้ำ และแร่ธาตุ โดยใช้ระบบการระเหยของไอเย็น ( EVAPORATIVE COOLING SYSTEM )หรือระบบทำความเย็นแบบที่ ใช้หลักการระเหยของน้ำในการทำความเย็น ทำให้มีความละเอียดอ่อนภายในโรงเรือน ทางทีมงานวิจัยจึงไม่เปิดเข้าไปภายในบ่อยนัก แต่จะใช้การสั่งการผ่านระบบอัจฉริยะจากภายนอกแทน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นประโยชน์ที่ทำให้สามารถเพาะพันธุ์พืชได้นอกฤดูของพืชนั้น ได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพ และปริมาณมากพอต่อความต้องการของเกษตกร เพิ่มมูลค่าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเพาะเลี้ยงจนได้ต้นกล้าที่ดี ต้นสตรอว์เบอร์รีจะมีส่วนที่เรียกว่าไหลงอกออกมา ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี เมื่อส่วนไหลโตเต็มที่ ก็จะนำส่วนนี้ลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้นก็ทำการจัดจำหน่ายต้นกล้าให้กับเกษตรกรและผู้สนใจที่ต้องการนำสายพันธุ์ของสตรอว์เบอร์รี ไปปลูก ซึ่งมีทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและบุคคลทั่วไป หลังจากที่เกษตรกรเพาะปลูกตามขั้นตอน โดยมีการควบคุมอย่างดี จนได้ผลผลิต

เกษตรกรก็จะนำผลผลิตเหล่านั้นออกจำหน่ายเอง หรือขายกลับคืนให้แก่ทางโรงงานหลวงฯที่ ๑ (ฝาง) เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ต่อไป หลังจากที่เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตให้กับทางโครงการฯ แล้ว โรงงานหลวงฯ ที่ ๑ (ฝาง) จะทำการแปรรูปสตรอว์เบอร์รี ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น น้ำสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีอบแห้ง แยมสตรอว์เบอร์รี ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สตรอว์เบอร์รี อีกทั้งยังมีการพัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์ ให้เก็บรักษาได้นาน ดูสวยงาม น่าสนใจ และจัดจำหน่ายออกสู่ตลาด โดยจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าชั้นนำ และร้านค้าร่วมจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ จากอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยทางธรรมชาติต่าง ๆ ของประเทศไทยส่งผลให้ต้องมี การวิจัยเพื่อให้พืชมีโอกาศรอดในสภาพแวดล้อมและอากาศเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ปี โดยในปัจจุบันก็ยังคงมีการวิจัยเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่สตรอว์เบอร์รีแต่ยังมี เสาวรส และ มะเขือเทศ ที่กำลังทำการวิจัยอยู่ พืชทั้งสามชนิดเป็นพืชที่ทางบริษัทส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูก แล้วนำผลผลิตส่งให้กับโรงงานหลวงฯ ที่ ๑ (ฝาง) แปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ “ดอยคำ” นอกจากจะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตกรแล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อสารเคมี เพราะพืชที่มาจากการวิจัยแล้วปลอดโรค 100 % ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการฆ่าศัตรูพืช นอกจากจะปลอดโรคแล้วยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย นี้เป็นผลมาจากความพยายาม ที่พัฒนาและคิดค้นหาวิธีทำให้พืชปลอดโรคเพิ่มผลผลิตเพื่อเกษตรอย่างไม่หยุดหย่อน ของนักวิจัย “โรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช” โรงงานหลวงฯ ที่ ๑ (ฝาง)
